สำหรับพ่อแม่ของลูกเล็ก การทะเลาะกันเวลารับประทานอาหารเป็นการต่อสู้ที่คุ้นเคย มักมาพร้อมกับน้ำตา ความหงุดหงิด และการปฏิเสธที่จะกินอาหารบางอย่าง แต่การศึกษาใหม่ที่ดำเนินการโดยมหาวิทยาลัยชั้นนำ 3 แห่งในสหราชอาณาจักรชี้ให้เห็นว่านิสัยการกินจุกจิกของเด็กส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากพันธุกรรม ไม่ใช่จากการเลี้ยงดู
ผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Child Psychology and Psychiatry มีเป้าหมายเพื่อบรรเทาความผิดของผู้ปกครองที่มักเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมดังกล่าว
งานวิจัยที่นำโดยทีมจาก University College London (UCL), King’s College London (KCL) และ University of Leeds ได้วิเคราะห์พฤติกรรมการกินของฝาแฝดมากกว่า 2,000 คู่ที่เกิดในสหราชอาณาจักรในปี 2550 โดยการเปรียบเทียบฝาแฝดเหมือน (ซึ่งมีพันธุกรรมเหมือนกัน 100%) กับฝาแฝดต่างไข่ (ซึ่งมีพันธุกรรมเหมือนกันเพียงประมาณ 50%) นักวิจัยสามารถแยกอิทธิพลของพันธุกรรมจากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมได้
การศึกษาเผยให้เห็นว่าฝาแฝดเหมือนมีพฤติกรรมการกินจุกจิกที่คล้ายคลึงกันมากกว่าฝาแฝดต่างไข่ การค้นพบนี้บ่งชี้ว่าปัจจัยทางพันธุกรรมมีบทบาทสำคัญที่ทำให้เด็กไม่ยอมลองอาหารใหม่ๆ ที่น่าสนใจคือ แนวโน้มที่จะเลือกกินจะถึงจุดสูงสุดเมื่ออายุประมาณ 7 ขวบ และจะค่อยๆ ลดลงเมื่อเด็กเข้าสู่วัยรุ่น
แม้ว่าพันธุกรรมจะเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เด็กเลือกกิน แต่การศึกษาครั้งนี้ยังเน้นย้ำถึงผลกระทบของปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในช่วงวัยเด็ก ประเภทของอาหารที่เสิร์ฟในบ้านและสถานที่เสิร์ฟอาหารสามารถส่งผลต่อพฤติกรรมการเลือกกินในช่วงวัยเตาะแตะได้ การสัมผัสกับอาหารหลากหลายตั้งแต่เนิ่นๆ ถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วยลดโอกาสที่พฤติกรรมเหล่านี้จะยังคงดำรงอยู่ต่อไปในช่วงวัยเด็กและวัยผู้ใหญ่
Abigail Pickard นักวิจัยด้านจิตวิทยาพัฒนาการเด็กจากมหาวิทยาลัย Aston บอกกับ CNN ว่าการกินอาหารจุกจิกเป็นเรื่องปกติสำหรับเด็กๆ การวิจัยล่าสุดของเธอพบว่าเด็กอายุ 3-5 ขวบประมาณ 16% ในสหราชอาณาจักรมีพฤติกรรมกินอาหารจุกจิก
เพื่อแก้ปัญหานี้ Pickard แนะนำให้ผู้ปกครองสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายและเป็นบวกระหว่างมื้ออาหาร เธอแนะนำว่าไม่ควรเปลี่ยนการกินเป็นการต่อสู้หรือใช้ของที่ชอบเป็นรางวัลเมื่อได้ลองชิมของที่ไม่ชอบ เพราะอาจทำให้เกิดความเชื่อมโยงเชิงลบกับอาหารบางชนิดได้ แทนที่จะทำเช่นนั้น การเลียนแบบนิสัยการกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพและการให้เด็กๆ ได้ลองกินอาหารหลากหลายชนิดซ้ำๆ กันจะช่วยส่งเสริมให้เด็กๆ ขยายขอบเขตการรับรสของตัวเองเมื่อเวลาผ่านไป
นักวิจัยชั้นนำ Moritz Herle เน้นย้ำว่าการกินอาหารจุกจิกมักทำให้เกิดความเครียดทั้งต่อเด็กและครอบครัว ผลการศึกษานี้ทำให้พ่อแม่สบายใจขึ้น เพราะแสดงให้เห็นว่าการกินอาหารจุกจิกส่วนใหญ่ถูกกำหนดโดยพันธุกรรมมากกว่าการเลี้ยงลูก อย่างไรก็ตาม การแทรกแซงตั้งแต่เนิ่นๆ ในช่วงวัยเตาะแตะซึ่งเป็นช่วงวิกฤตก็ยังสร้างความแตกต่างได้อย่างมาก
ด้วยความเข้าใจใหม่นี้ พ่อแม่สามารถเปลี่ยนจุดเน้นจากการโทษตัวเองเป็นการส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนและปราศจากความเครียด ช่วยให้ลูกๆ สามารถปรับพฤติกรรมการกินของตัวเองได้ในขณะที่ส่งเสริมนิสัยการกินที่สมดุล